
ปี 2569 นี้ใครกำลังวางแผนไปเที่ยวต่างประเทศ แล้วกังวลเรื่องการแลกเงินอยู่ลืมภาพการพกเงินสดเป็นฟ่อน ๆ หรือ การรูดบัตรแบบสุ่มเสี่ยงเรื่องเรทเงินไปได้เลย เพราะตอนนี้เทรนด์การเที่ยวต่างประเทศให้คุ้มค่าที่สุดต้องยกให้ไอเทมอย่าง บัตร Travel Card เท่านั้น! ไม่ว่าแพลนของคุณจะเป็นการบินไปอัปเดตคอนเทนต์ชิคๆ ที่เกาหลี ไปตะลุยของอร่อยและเก็บแลนด์มาร์กยอดฮิตที่ญี่ปุ่น ไปเที่ยวจีนแบบปัง ๆ หรือไปตะลุยยุโรปแบบยาวๆ การมีอาวุธลับที่ช่วยให้ได้ เรทแลกเงินต่างประเทศ แบบจึ้งๆ ติดกระเป๋าไว้ คือจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ทริปของคุณสนุกขึ้นแบบไม่ต้องคอยพะวงเรื่องค่าธรรมเนียมแฝง ใครยังไม่รู้ว่าจะเลือกใช้บัตรสุดเริ่ดนี้จากธนาคารไหนดี เราคัดตัวท็อปที่นักเดินทางตัวจริงเลือกใช้มาให้เช็คลิสต์กันแบบเน้นๆในบทความนี้แล้ว ว่าบัตรใบไหนคุ้มสุดสำหรับคุณ อ่านจบแล้วก็แค่ จองตั๋วเครื่องบิน จองที่พักให้พร้อม แล้วพก บัตร Travel Card คู่ใจ แล้วออกเดินทางได้เลย ไม่ต้องไปต่อคิวยืนแลกเงินแล้ว สะดวกขึ้นเยอะ 🤗✈️
บัตร Travel Card คืออะไร? ทำไมสายเที่ยวต้องมี

สำหรับใครที่ยังสงสัยว่า บัตร Travel Card คืออะไร อธิบายแบบเข้าใจง่ายที่สุดก็คือ เป็นบัตรเดบิตที่ธนาคารออกแบบมาเพื่อซัพพอร์ตนักท่องเที่ยวที่ชอบเดินทางโดยเฉพาะ ความพิเศษคือคุณสามารถเลือก "กดแลกเงิน" เก็บไว้ในบัตรผ่านแอปพลิเคชันได้ทันทีในช่วงที่เรทเงินกำลังร่วงลงมาสวยๆ พอถึงเวลาเดินทางจริง เราก็แค่พกบัตรใบเดียวไปแตะจ่ายที่ร้านค้า หรือใช้กดเงินสดที่ตู้ ATM ต่างประเทศได้เลย ช่วยลดความกังวลเรื่องการพกเงินสดจำนวนมาก และไม่ต้องเสียเวลาไปยืนรอคิวที่ร้านแลกเงินก่อนบิน ที่สำคัญคือเรทที่ได้จากบัตรเหล่านี้มักจะใกล้เคียงกับเรทตลาดโลก ซึ่งคุ้มค่ากว่าการแลกเงินแบบเดิมๆ ได้ดีมาก ๆ
ข้อดีของการใช้ Travel Card (No FX Rate 2.5%)
สิ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยว หรือ นักเดินทางยุคนี้ถูกใจ บัตร Travel Card สุดๆ ก็คือฟีเจอร์ "No FX Rate 2.5%" หรือ การยกเว้นค่าธรรมเนียมความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงิน ปกติเวลาเราใช้บัตรเครดิตทั่วไปรูดจ่ายที่ต่างประเทศ ธนาคารมักจะชาร์จเพิ่มประมาณ 2.5% เพื่อเป็นค่าดำเนินการ แต่ถ้าใครมีบัตร บัตร Travel Card ก็ตัดปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนเกินนี้ออกไปเลย รูดเท่าไหร่ก็จ่ายเท่านั้นตามเรทที่แลกไว้จริง เงินส่วนต่างที่ประหยัดได้ตรงนี้สามารถเอาไปอัปเกรดมื้ออาหารสุดพิเศษ หรือ จองกิจกรรมสนุกๆได้แบบสบายๆ
Travel Card vs บัตรเครดิต ต่างกันอย่างไร?
ถ้าจะเปรียบเทียบว่า Travel Card vs บัตรเครดิต ต่างกันตรงไหนบ้าง สรุปสั้นๆ คือ บัตรเครดิตเป็นการใช้เงินอนาคตที่เรทเงินจะถูกกำหนดในวันที่ร้านค้าเรียกเก็บเงิน ซึ่งเราอาจจะคุมยอดได้ยากกว่าและมีค่าธรรมเนียม FX Rate เพิ่มเติม ส่วน บัตร Travel Card คือ การใช้เงินที่เราเติมและแลกไว้ล่วงหน้า ทำให้คุมงบประมาณได้แม่นยำ 100% เห็นเรทดีเมื่อไหร่ก็ช้อนซื้อไว้ก่อนได้ทันที เรียกว่าเป็นตัวช่วยให้บริหารเงินเที่ยวได้อย่างมือโปรและสบายใจตลอดทั้งทริป
ตารางเปรียบเทียบบัตร Travel Card 2569
สรุปมาให้แล้วแบบสับๆ 4 ตัวตึงที่สายเที่ยวต้องมีติดกระเป๋า เทียบให้เห็นชัดๆ ว่าใบไหนรองรับสกุลเงินอะไร และมีค่าธรรมเนียมยังไงบ้าง เพื่อช่วยให้เพื่อนๆ ตัดสินใจเลือก บัตร Travel Card ธนาคารไหนดี ได้ง่ายขึ้นภายในไม่กี่วินาที
ชื่อบัตร (Card Name) | ค่าธรรมเนียมแรกเข้า (Standard) | ค่าธรรมเนียมรายปี (Standard) | ค่าธรรมเนียมกดเงินสด ATM ต่างประเทศ |
บัตร Travel Card กรุงไทย | 100 บาท | 250 บาท | 100 บาท / ครั้ง |
YouTrip (KBank) | 150 บาท | ไม่มี | 100 บาท / ครั้ง |
Planet SCB | 200 บาท | ไม่มี | 100 บาท / ครั้ง |
ttb All Free | 200 บาท | 250 บาท | 75 บาท / ครั้ง |
Krungsri Boarding Card | 150 บาท | ไม่มี | 100 บาท / ครั้ง |
หมายเหตุ: ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดจากธนาคารผู้ออกบัตรอีกครั้งผ่านเว็บไซต์หลักได้ตลอดเวลา หรือ สอบถามผ่าน Call Center ของธนาคารผู้ออกบัตรได้ตามวันและเวลาทำการ
รีวิวเจาะลึก 5 บัตร Travel Card ยอดฮิต

มาถึงส่วนที่ทุกคนรอคอย กับการเจาะลึก 5 บัตร Travel Card ตัวท็อปยอดฮิต ไม่ว่าคุณจะเป็นสายช้อปปิ้งตัวแม่ สายกินตัวยง หรือ จะเป็นสายแบกเป้ลุยเดี่ยว ข้อมูลบัตรทั้งหมดที่เราคัดมาจะช่วยให้คุณเห็นภาพชัดๆ ว่าบัตรใบไหนคือ "อาวุธลับ" ที่ควรมีติดกระเป๋าไว้เพื่อให้ทุกการใช้จ่ายในต่างประเทศคุ้มค่าที่สุด
1. บัตร Travel Card กรุงไทย (เจ้าแรก เรทดี สกุลเงินเยอะ)
ความเก๋าของ บัตร Travel Card กรุงไทย คือเรื่องของ เรทแลกเงินต่างประเทศ ที่ยืนหนึ่งมาตลอด ปี 2569 นี้เค้ายังขยายให้ครอบคลุมถึง 20 สกุลเงิน รวมถึงเงินรูปีอินเดีย (INR) และ เงินในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางที่บัตรอื่นยังทำไม่ได้ ใครที่มีแพลนไปเส้นทางแปลกๆ หรือ เน้นเรทแลกเงินจึ้ง ๆ ใบนี้คือ บัตร Travel Card ที่ Must Have จริงๆ
2. YouTrip (KBank) - ใช้ง่าย คืนเงินดี
ถ้าคุณคือสายชิลล์ที่ไม่ชอบมานั่งคำนวณเงินให้ปวดหัว บัตร Travel Card YouTrip ของ KBank ตอบโจทย์ได้มากที่สุด จุดเด่นคือระบบ Smart Exchange ที่ถ้าเงินสกุลต่างประเทศไม่พอแต่มีเงินบาทเหลือ ระบบจะกดแลกให้ทันทีตอนรูดบัตรด้วยเรทที่ดีที่สุดในตอนนั้น แถมมีดีล Cashback คืนเงินเข้าบัตรมาให้เซอไพรส์อยู่บ่อยๆ
3. Planet SCB - แลกเงินได้ 24 ชม.
สาย Tech และ สายบริหารเงินต้อง บัตร Travel Card ใบนี้เลย Planet SCB ที่ให้คุณกดแลกเงินได้ทุกที่ทุกเวลาทั่วโลก มีฟีเจอร์ที่ผูกกับบัญชี e-FCD ให้คุณฝากเงินต่างประเทศที่แลกไว้เพื่อรับดอกเบี้ยได้ด้วย (โดยเฉพาะ USD ที่ดอกเบี้ยจึ้งมาก) เรียกว่านอกจากจะได้เรทถูกแล้ว เงินในบัตรยังงอกเงยได้อีก เป็น บัตร Travel Card ที่ครบเครื่องสุดๆ
4. TTB All Free - ไม่ต้องแลกเงินล่วงหน้า
ถ้าคุณอยากได้ บัตร Travel Card สักใบที่ช่วยให้ชีวืตคุณง่ายขึ้น บอกเลยว่า TTB All Free ตอบโจทย์คุณได้สุด ๆ เพราะคุณไม่ต้องแลกเงินเก็บไว้เลย แค่มีเงินบาทในบัญชีก็เอาไปรูดได้ทั่วโลกด้วยเรท Visa ที่ถูกพอๆกับบัตรแลกเงินเจ้าอื่น ตัดปัญหาเรื่องเงินเหลือในบัตรหลังจบทริปไปได้เลย
5. Krungsri Boarding Card - ขวัญใจสายเจแปน
ปิดท้ายด้วย บัตร Travel Card ที่เกิดมาเพื่อคนรักญี่ปุ่นโดยเฉพาะ Krungsri Boarding Card ยังคงโดดเด่นเรื่องสิทธิพิเศษและส่วนลด On-top กับห้างสรรพสินค้าชั้นนำหรือร้านค้าชื่อดังในโตเกียวและโอซาก้ามาเซอไพรส์เสมอ ใครมีแพลนบินไปช้อปปิ้งที่ญี่ปุ่นแบบเน้นๆ บัตรจาก Krungsri ใบนี้จะช่วยให้คุณประหยัดเงินในกระเป๋าได้มากกว่าที่คิดแน่นอน
วิธีเลือกบัตร Travel Card ให้เหมาะกับทริปของคุณ

การเลือก บัตร Travel Card ธนาคารไหนดี ให้ตอบโจทย์ที่สุด ไม่ใช่แค่การดูว่าใบไหนดัง แต่ต้องดูที่ "ลักษณะการใช้งาน" ของคุณเป็นหลัก เพื่อให้ได้ เรทแลกเงินต่างประเทศ ที่คุ้มค่าและไม่เสียค่าธรรมเนียมจุกจิกโดยไม่จำเป็น ลองพิจารณาตามหัวข้อเหล่านี้ก่อนตัดสินใจสมัคร
สกุลเงินที่รองรับกับแผนการเดินทาง
หากคุณไปประเทศยอดนิยมอย่าง ญี่ปุ่น ยุโรป หรืออเมริกา บัตรเกือบทุกใบรองรับอยู่แล้ว แต่ถ้าทริปของคุณคือกลุ่มประเทศตะวันออกกลางหรืออินเดีย บัตร Travel Card กรุงไทย จะได้เปรียบกว่าเพราะรองรับสกุลเงินที่หลากหลายกว่า (20 สกุลเงินหลัก) ช่วยให้คุณเลี่ยงการโดนชาร์จเรทซ้ำซ้อนจากการแลกผ่านสกุลเงินดอลลาร์
พฤติกรรมการแลกเงิน (Manual vs Automatic)
ถ้าคุณชอบ "ดักรอ" ตอนเรทถูกแล้วกดแลกเก็บไว้ล่วงหน้า บัตรส่วนใหญ่ในตลาดตอบโจทย์นี้ได้ดี แต่ถ้าคุณเป็นสายชิลล์ ไม่อยากนั่งเฝ้าจอ ให้เลือกบัตรที่มีระบบ Smart Exchange อย่าง YouTrip ที่จะคำนวณและแลกเงินจากบาทเป็นเงินต่างประเทศให้คุณโดยอัตโนมัติขณะรูดจ่ายทันที
ความจำเป็นในการใช้เงินสด
บางประเทศ เช่น เยอรมนี หรือ ย่านร้านค้าเล็กๆ ในญี่ปุ่น ยังเน้นรับเงินสดเป็นหลัก หากทริปของคุณต้องกดเงินบ่อย ควรเลือกบัตรที่มีค่าธรรมเนียมการกดเงินสด ATM ต่างประเทศต่ำที่สุด หรือมีโปรโมชั่นยกเว้นค่าธรรมเนียมการกดเงินให้บ่อยๆ เพื่อเซฟงบส่วนนี้
สิทธิประโยชน์และ Cashback เพิ่มเติม
อย่าลืมเช็คว่าบัตรใบไหนมีพันธมิตรที่เอื้อกับแผนเที่ยวของคุณ เช่น ส่วนลดการจองโรงแรมหรือตั๋วเครื่องบินผ่าน Trip.com เพราะเครดิตเงินคืนหรือส่วนลดที่ได้รับ บางครั้งอาจมีมูลค่ามากกว่าส่วนต่างของเรทเงินเสียอีก
ความเสถียรของแอปพลิเคชัน
ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานที่ต่างประเทศ การจัดการบัตรผ่านแอปต้องทำได้รวดเร็วและไม่ล่มบ่อย ควรเลือกธนาคารที่มีระบบโมบายแบงก์กิ้งที่เสถียรและสามารถอายัดบัตรหรือปรับวงเงินได้เองทันทีแบบ Real-time
ข้อควรระวังและข้อจำกัดของบัตร Travel Card

ถึงแม้ว่า บัตร Travel Card จะมีปรโยชน์และสามารถใช้งานได้อย่างสะดวก แต่ก็มีข้อจำกัดที่ต้องรู้ไว้ก่อนใช้งาน เพื่อที่คุณจะได้ใช้งานบัตรได้อย่างคุ้มค่าที่สุด ข้อมูลต่อไปนี้ เป็นข้อควรระวังและข้อจำกัดของ บัตร Travel Card ที่คุณควรรู้ 👇🏻
การวางเงินประกัน (Security Deposit)
ไม่แนะนำให้ใช้ บัตร Travel Card ในการเช็คอินโรงแรมหรือเช่ารถ เนื่องจากระบบจะทำการ "กักเงิน" (Hold) ตามจำนวนค่าประกัน ซึ่งจะตัดยอดเงินจริงออกจากบัตรของคุณทันที และขั้นตอนการคืนเงินอาจใช้เวลานานตั้งแต่ 15-30 วันทำการ การใช้บัตรเครดิตปกติในการวางเงินประกันจึงเป็นทางเลือกที่คล่องตัวกว่ามาก
ส่วนต่างของเรทรับซื้อคืน (Spread)
หากคุณแลกเงินไว้เยอะเกินไปจนเหลือหลังจบทริป การขายคืน (Sell Back) เพื่อเปลี่ยนเป็นเงินบาทจะมีเรทที่ต่ำกว่าตอนซื้อเสมอ ดังนั้นควรวางแผนแลกเงินให้พอดีกับการใช้งานจริง หรือเหลือไว้เพียงเล็กน้อยเพื่อความคุ้มค่าสูงสุด
วงเงินการใช้จ่ายและถอนเงินสด
บัตรแต่ละใบมีการจำกัดวงเงินรูดจ่ายและวงเงินการกดเงินสดต่อวันเอาไว้ หากคุณมีแพลนจะซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ที่มีราคาสูง ควรตรวจสอบและปรับเพิ่มวงเงินผ่านแอปพลิเคชันล่วงหน้าเพื่อป้องกันบัตรถูกปฏิเสธ
ค่าธรรมเนียมตู้ ATM ท้องถิ่น
แม้ธนาคารไทยจะยกเว้นค่าธรรมเนียมให้ แต่ตู้ ATM ในบางประเทศ (เช่น ญี่ปุ่น หรือ สหรัฐอเมริกา) อาจมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการใช้ตู้จากฝั่งเจ้าของพื้นที่เอง ซึ่งส่วนนี้เป็นค่าใช้จ่ายที่คุณต้องจ่ายแยกต่างหาก
ข้อจำกัดของจุดรับชำระ
ในบางพื้นที่หรือบางร้านค้าขนาดเล็กอาจยังไม่รองรับระบบบัตรเดบิตต่างชาติ หรือเครื่องรูดบางรุ่นอาจไม่รองรับการแตะจ่าย (Contactless) การพกเงินสดสำรองไว้บ้างจึงยังเป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับการเดินทางในปี 2569
วิธีสมัครบัตร Travel Card ต้องเตรียมอะไรบ้าง?

ใครยังไม่มี บัตร Travel Card ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะสมัครได้ยาก เพราะตอนนี้สามารถสมัครผ่านแอปของธนาคารที่คุณมีอยู่ได้เลย โดยเตรียมแค่บัตรประชาชนไว้สำหรับยืนยันตัวตนผ่านแอปฯเท่านั้น สำหรับตัวอย่างขั้นตอนสมัครบัตร ดูตามตารางด้านล่างนี้ได้เลย
ขั้นตอนการสมัครและเปิดใช้งานบัตร Travel Card กรุงไทย (Krungthai Travel Card)
ส่วนที่ | ลำดับขั้นตอน | รายละเอียดการดำเนินการผ่านแอป Krungthai NEXT |
1. ขั้นตอนการสมัครบัตรหลัก | 1 | เข้าสู่เมนู Travel Card แล้วเลือกประเภทบัตร "แพลทินัม (Platinum Card)" |
2 | ตรวจสอบรายละเอียดผลิตภัณฑ์และกดปุ่ม "สมัครบัตร Travel Visa Platinum" | |
3 | อ่านและยอมรับข้อกำหนดและเงื่อนไข (Terms & Conditions) | |
4 | ระบุชื่อที่ต้องการพิมพ์บนหน้าบัตร และกรอกข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ ให้ครบถ้วน | |
5 | เลือกช่องทางการรับบัตร (จัดส่งที่บ้าน หรือ รับที่สาขาธนาคาร) แล้วกด "ถัดไป" | |
6 | ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลทั้งหมด แล้วกดปุ่ม "ยืนยัน" | |
7 | เลือกบัญชีออมทรัพย์เพื่อชำระค่าธรรมเนียมการสมัคร แล้วกดยืนยันด้วยรหัส PIN | |
8 | ระบบแสดงผลการสมัครสำเร็จ ให้กดปุ่ม "เสร็จสิ้น" เพื่อจบขั้นตอน | |
2. การผูกบัญชีเพื่อใช้จ่าย | 1 | หลังจากสมัครสำเร็จ ให้กดปุ่ม "เริ่มใช้งาน" เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการผูกบัญชี |
2 | เลือกเมนู "ผูกบัญชีกับบัตร Travel Card" | |
3 | เลือกบัญชีออมทรัพย์ที่ต้องการเชื่อมต่อ แล้วตรวจสอบความถูกต้องก่อนกด "ยืนยัน" | |
4 | กรอกรหัส PIN เพื่อยืนยันการทำรายการ | |
5 | ระบบแสดงผลการผูกบัญชีสำเร็จ กดปุ่ม "ตกลง" เพื่อเริ่มเช็ค เรทแลกเงินต่างประเทศ และแลกเงินได้ทันที |
หมายเหตุ: ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดจากธนาคารอีกครั้ง สำหรับธนาคารอื่น ๆ สามารถตรวจสอบเงื่อนไขและวิธีสมัครได้ผ่านเว็บไซต์หลักได้ตลอดเวลา หรือ สอบถามผ่าน Call Center ของธนาคารผู้ออกบัตรได้ตามวันและเวลาทำการ
วางแผนเที่ยวต่างประเทศกับ Trip.com ครบจบในที่เดียว สะดวก ง่ายแค่ปลายนิ้ว

สำหรับการเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศการมี บัตร Travel Card ติดกระเป๋าไว้สักใบ ตอนนี้ไม่ได้เป็นแค่การตามเทรนด์เฉย ๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นการวางแผนการเงินที่ฉลาดที่สุดสำหรับการเดินทางยุค 2569 เพราะนอกจากจะช่วยให้คุณได้ เรทแลกเงินต่างประเทศ ที่คุ้มค่า และ ควบคุมงบการเดินทางได้แม่นยำแล้ว ยังช่วยตัดความกังวลเรื่องค่าธรรมเนียมแฝงที่น่าปวดหัวออกไปได้ทั้งหมดอีกด้วย และใครอยากวางแผนให้ทริปของคุณสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น บบไม่ต้องแยกแพลตฟอร์มจองหลาย ๆ ที่ การเลือกจองทุกอย่างผ่าน Trip.com จะช่วยให้คุณจัดการแผนการเดินทางได้ครบจบในที่เดียว ตั้งแต่จองตั๋วเครื่องบิน จองที่พัก บัตรเข้าชมสถานที่ต่างๆ บริการรถเช่า ทัวร์ล่วงหน้า ค้นหาสถานที่ท่องเที่ยว บัตรรถไฟ ไปจนถึง eSIM ซึ่งพอมาคอมโบเข้ากับบัตรแลกเงินเรทดีๆแล้ว บอกเลยว่าคุณจะเหลือเงินในกระเป๋าไปช้อปปิ้ง หรือ อัปเกรดมื้อพิเศษได้อีกเพียบ เพราะเรามีทั้ง Trip Coins ให้คุณสะสมไว้ใช้เป็นส่วนลดในการจองครั้งถัดไป และยังมีการสะสมคะแนน ระดับสมาชิก Trip.com ให้คุณรับสิทธิประโยชน์ได้อีกเพียบ เตรียม บัตร Travel Card พร้อม แล้ววางแผนการเดินทางกับเรา จากนั้นก็ออกไปเปิดประสบการณ์ใหม่ทั่วโลกได้เลยวันนี้ 🤗✈️
คำถามที่พบบ่อย
บัตร Travel Card ใช้ในไทยได้ไหม?
ใช้ได้เหมือนบัตรเดบิตทั่วไปเลย แต่ระบบจะไปดึงเงินจากบัญชีเงินบาทของคุณแทน ซึ่งมันไม่ได้ให้สิทธิประโยชน์อะไรพิเศษเท่าไหร่ เก็บไว้ใช้ต่างประเทศให้ได้เรทคุ้มๆ ดีกว่าเยอะ เพราะเป้าหมายหลักของมันคือการเลี่ยงค่าธรรมเนียมตอนอยู่เมืองนอกนั่นแหละกดเงินสดที่ต่างประเทศเสียค่าธรรมเนียมเท่าไหร่?
ส่วนใหญ่ธนาคารในไทยจะมีโปรโมชั่นให้กดฟรี 1-2 ครั้งแรกของเดือน แต่สิ่งที่คุณต้องจ่ายแน่ๆ คือค่าธรรมเนียมตู้ ATM ของประเทศนั้นๆ (Local Provider Fee) ซึ่งอาจจะอยู่ที่ประมาณ 100-300 บาทต่อการกดหนึ่งครั้ง ดังนั้นควรวางแผนกดเงินก้อนใหญ่ทีเดียวไปเลยเพื่อความประหยัด และควรสังเกตสัญลักษณ์ที่ตู้ ATM ว่าตรงกับในบัตรเราหรือไม่ถ้าเงินในบัตรเหลือ ทำอย่างไร?
คุณสามารถกดแลกคืนเป็นเงินบาทในแอปได้ทันที เงินจะกลับเข้าบัญชีออมทรัพย์ของคุณแบบเรียลไทม์ตาม เรทแลกเงินต่างประเทศ ณ เวลานั้น หรือถ้าไม่อยากขาดทุนเรทรับซื้อคืน ก็เก็บเงินสกุลนั้นไว้ในบัตรเผื่อทริปหน้าก็ได้ ตราบใดที่บัตรยังไม่หมดอายุเงินก็ยังอยู่ครบแน่นอนบัตรหายที่ต่างประเทศ ต้องทำอย่างไร?
ตั้งสติก่อนเลย! แล้วรีบเปิดแอปธนาคารกดปุ่มระงับบัตรชั่วคราว (Freeze) ทันทีเพื่อป้องกันคนเอาไปรูดเล่น จากนั้นค่อยติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่ออายัดถาวร บัตรยุคนี้จัดการผ่านมือถือได้เกือบหมด สบายใจได้เลย และบางธนาคารยังมีบริการออกบัตรเสมือน (Virtual Card) ให้ใช้จ่ายผ่านแอปต่อได้ด้วยนะ


NO.1







