
การเดินทางที่ต้องต่อเครื่อง หลายคนอาจสงสัยว่า “ต่อเครื่อง ต้องรับกระเป๋าไหม?” คำตอบคือ...ขึ้นอยู่กับว่าสายการบินของคุณมีนโยบาย “Check Through” หรือไม่ นโยบายนี้คือการ โหลดกระเป๋าครั้งเดียวถึงปลายทาง โดยไม่ต้องรับใหม่ระหว่างต่อเครื่อง ช่วยให้ผู้โดยสารเดินทางได้สะดวกขึ้นมาก ไม่ต้องกังวลกับการเช็กอินซ้ำ เหมาะสำหรับคนที่มีเวลาต่อเครื่องน้อย หรือเดินทางไกลหลายช่วง ในบทความนี้ Trip.com จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า Check Through คืออะไร ใช้ได้เมื่อไหร่ และดูยังไงว่าตั๋วของคุณรองรับหรือไม่ พร้อมเคล็ดลับที่จะช่วยให้การต่อเครื่องของคุณราบรื่นตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง
นโยบายกระเป๋า Check Through คืออะไร?

นโยบายกระเป๋า check through คือ ระบบที่สายการบินจะจัดส่งกระเป๋าสัมภาระที่โหลดใต้ท้องเครื่องของผู้โดยสาร ไปยังจุดหมายปลายทางสุดท้ายเลย โดยไม่ต้องมาเช็กอินกระเป๋าในเมืองที่ต้องไปต่อเครื่องบินอีกครั้ง ทำให้ไม่ยุ่งยากกับกระเป๋าในการเดินทางระหว่างทาง
ตัวอย่าง
ไม่มีนโยบาย Check Through: หากต้องการเดินทางจากกรุงเทพไปนิวยอร์ก และต้องแวะเปลี่ยนเครื่องที่โตเกียว ต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองชั่วคราว เพื่อรับกระเป๋าด้วยตัวเองจากสายพาน และไปเช็กอินกระเป๋าใหม่อีกครั้งเพื่อไปไฟลต์ถัดไป
ถ้ามีนโยบาย Check Through: กระเป๋าของคุณจะถูกส่งจากกรุงเทพไปที่อเมริกาทันที โดยไม่ต้องไปเช็กอินกระเป๋าใหม่ตอนที่เปลี่ยนเครื่อง มีเวลาพักผ่อน และเดินเล่นในสนามบินได้แบบไม่ต้องห่วงกระเป๋าเลย
เพราะเหตุนี้ จึงทำให้นโยบาย Check Through นั้นมีความสำคัญมากกับผู้โดยสารที่ต้องเดินทางระยะไกล
ประโยชน์ของนโยบาย Check Through
1. ประหยัดเวลาในการเปลี่ยนแปลง
ไม่ต้องเสียเวลารอรับกระเป๋าหรือเช็กอินใหม่อีกครั้ง เหมาะมากๆ สำหรับไฟลต์ที่มีเวลาในการต่อเครื่องน้อย
2. ลดความยุ่งยากในการจัดการกับสัมภาระ
ไม่ต้องหงุดหงิดวุ่นวายกับกระเป๋าสัมภาระ โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางกับเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีสัมภาระหลายชิ้น
3. ลดความเสี่ยงในการทำกระเป๋าหาย ระหว่างเปลี่ยนไฟลต์
เนืื่องจากสายการบินต้องรับผิดชอบการขนส่งกระเป๋าแบบต่อเนื่อง
4. เดินทางราบรื่นและสะดวกยิ่งขึ้น
ผู้โดยสารสามารถไปยังเกตถัดไปได้เลย โดยไม่ต้องเร่งรีบหรือกังวลกับการโหลดกระเป๋าใหม่
ซึ่งนโยบายนี้ จะใช้ได้เฉพาะสายการบินหรือพันธมิตรที่มีข้อตกลงร่วมกัน ก่อนจองตั๋ว แนะนำให้สอบถามหรือตรวจสอบกับสายการบินก่อน ว่าในไฟลต์ที่จะเดินทาง สามารถทำ Check Through ได้ไหม โดยเฉพาะเส้นทางที่มีการต่อเครื่องในสายการบินที่ต่างกัน
วิธีตรวจสอบว่าตั๋วของคุณเป็น Check Through หรือไม่
หากคุณสงสัยว่าเที่ยวบินของคุณมี Check Through หรือไม่ (หรือเรียกง่าย ๆ ว่า "กระเป๋าจะไปถึงปลายทางโดยไม่ต้องรับใหม่ระหว่างทางไหม")
นี่คือวิธีการ ตรวจสอบง่าย ๆ ที่จะช่วยให้คุณรู้ทันทีว่าเที่ยวบินของคุณรองรับนโยบายนี้หรือไม่:
1. ตรวจสอบจากแท็กสัมภาระ (Baggage Tag)
- เมื่อคุณเช็กอินที่เคาน์เตอร์สายการบิน หากคุณได้ตั๋วที่รองรับ Check Through จะเห็นว่า รหัสสนามบินปลายทางสุดท้าย (เช่น BKK-NRT-LAX) ถูกพิมพ์ไว้บนแท็กสัมภาระของคุณ
- ถ้าในแท็กสัมภาระไม่มีรหัสปลายทางสุดท้าย แสดงว่าคุณต้องรับกระเป๋าและโหลดใหม่ระหว่างการต่อเครื่อง
2. ดูจากใบยืนยันการจองหรือ Boarding Pass
- ตรวจสอบ ข้อมูลสนามบินปลายทางสุดท้าย ที่พิมพ์บน boarding pass หรือ ใบยืนยันการจอง หากมีการระบุปลายทางเดียวกันจากเที่ยวบินแรกไปจนถึงปลายทางสุดท้าย แสดงว่ามีการเชื่อมต่อกระเป๋าอัตโนมัติ
- ถ้าเที่ยวบินต่อเครื่องต้องออกจากสนามบินและต้องเช็กอินใหม่ ก็อาจจะไม่ได้รับการ Check Through
3. สอบถามเจ้าหน้าที่ตอนเช็กอิน
- หากคุณไม่แน่ใจ สามารถสอบถามเจ้าหน้าที่เช็กอินโดยตรง และขอดูว่า แท็กสัมภาระของคุณระบุถึงสนามบินปลายทางสุดท้ายหรือไม่
- อย่าลืมเช็คให้ชัดเจนว่าเที่ยวบินทั้งหมดมีการ Check Through หรือไม่
สถานการณ์ที่ไม่สามารถใช้ Check Through ได้

แม้ว่า นโยบายกระเป๋า Check Through ช่วยให้การเดินทางสะดวกขึ้นมาก แต่ยังมีบางกรณีที่ไม่สามารถใช้บริการได้ เนื่องจากมีนโยบายที่ค่อนข้างจำกัด ทั้งในด้านของความร่วมมือระหว่างสายการบินหรือเงื่อนไขเฉพาะของเส้นทางการเดินทาง ดังนี้
1. การเปลี่ยนสนามบินระหว่างเดินทาง
หากต้องปลี่ยนสนามบินระหว่างทาง เช่น ลงที่สนามบิน Haneda แล้วต้องไปขึ้นไฟลต์ถัดไปที่ Narita จะไม่สามารถใช้ Check Through ได้ เนื่องจากต้องออกจากเขตสนามบินเดิม รับกระเป๋า และนำไปเช็กอินใหม่ด้วยตัวเองที่สนามบินปลายทาง
หากคุณต้องต่อเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิและไม่แน่ใจว่าสามารถใช้บริการ Check Through ได้หรือไม่ สามารถอ่านคู่มือการต่อเครื่องจากสนามบินสุวรรณภูมิได้ที่ Suvarnabhumi Airport Transit Guide
2. การเดินทางจากระหว่างประเทศเข้าสู่เส้นทางภายในประเทศ
เช่น เดินทางจาก ลอนดอน - กรุงเทพ - เชียงใหม่ แม้จะสายการบินเดียวกัน แต่อาจจะต้องรับกระเป๋าเมื่อถึงกรุงเทพก่อน เพื่อผ่านศุลกากร แล้วค่อยโหลดกระเป๋าขึ้นเครื่องต่อภายในประเทศอีกครั้ง
3. เวลารอเปลี่ยนเครื่องเกิน 24 ชั่วโมง
หากไฟลต์ถัดไปออกหลังจากเครื่องแรก 24 ชั่วโมง ระบบจะถือว่าเป็นการเดินทางแยกทริป ทำให้ไม่สามารถ Check Through ได้ ต้องรับกระเป๋าเมื่อถึงจุดแวะพัก แล้วโหลดกระเป๋าใหม่ในวันถัดไป
4. ไม่มีข้อตกลงระหว่างสายการบิน
หากต้องเดินทาด้วย 2 สายการบิน ที่ไม่มีความร่วมมือหรือข้อตกลงเชื่อมต่อกัน ระบบ Check Through จะไม่สามารถใช้งานได้
5. การซื้อตั๋วโดยสารแยกกัน
แม้จะเดินทางติดกัน แต่ถ้าตั๋วคนละใบและสายการบินไม่มีข้อตกลงร่วมกัน คุณจะไม่สามารถทำ Check Through ได้ ต้องรับและโหลดกระเป๋าใหม่ระหว่างทาง
6. ใช้สายการบิน Low Cost
สายการบิน Low Cost ไม่รองรับบริการ Check Through แม้จะอยู่ในเครือเดียวกัน ผู้โดยสารต้องรับกระเป๋าและเช็กอินใหม่เองเสมอ
หากคุณต้องเดินทางต่อเครื่อง และอยากใช้บริการ Check Through แนะนำให้จองตั๋วเครื่องบินแบบเที่ยวเดียวต่อเนื่อง ในตั๋วใบเดียวกัน ตรวจสอบว่าสายการบินที่คุณใช้ มีข้อตกลงร่วมกันไหม เพื่อให้สามารถใช้งาน Check Through ได้อย่างสะดวก
ตารางสรุปสถานการณ์ที่ “Check Through” ใช้ได้หรือไม่ได้
สถานการณ์ | ใช้ Check Through ได้ไหม | สิ่งที่ผู้โดยสารต้องทำ |
|---|---|---|
สายการบินเดียวกัน และอยู่ในตั๋วใบเดียวกัน (Single Ticket) | ✅ ได้แน่นอน | กระเป๋าจะถูกส่งถึงปลายทางอัตโนมัติ ไม่ต้องรับใหม่ระหว่างทาง |
สายการบินพันธมิตร (Partner Airlines) และอยู่ในตั๋วใบเดียวกัน | ✅ ส่วนใหญ่ได้ | ยืนยันกับเจ้าหน้าที่ตอนเช็กอินว่ามีการส่งกระเป๋าต่อถึงปลายทางหรือไม่ |
สายการบินต่างกัน และออกตั๋วแยกกัน (Separate Tickets) | ❌ ไม่ได้ | ต้องรับกระเป๋าเองระหว่างทาง แล้วไปเช็กอินใหม่กับสายการบินถัดไป |
เดินทางจากต่างประเทศเข้าสู่เส้นทางภายในประเทศ (International → Domestic) | ⚠️ ขึ้นอยู่กับสนามบินหรือประเทศปลายทาง | ส่วนใหญ่ต้องรับกระเป๋าเพื่อผ่านศุลกากร ก่อนโหลดขึ้นเครื่องใหม่อีกครั้ง |
เปลี่ยนสนามบินระหว่างทาง (เช่น Haneda → Narita) | ❌ ไม่ได้ | ต้องรับกระเป๋าออกจากสนามบินแรก แล้วเช็กอินใหม่ที่สนามบินถัดไป |
เวลารอต่อเครื่องเกิน 24 ชั่วโมง (Layover > 24h) | ❌ ไม่ได้ | ระบบจะถือว่าเป็นการเดินทางคนละทริป ต้องรับกระเป๋าและโหลดใหม่ |
ใช้สายการบิน Low-Cost | ❌ ไม่รองรับ | ผู้โดยสารต้องรับและเช็กอินกระเป๋าใหม่เองทุกครั้ง |
เคล็ดลับในการจัดการกระเป๋าเดินทาง

โหลดกระเป๋าระหว่างต่อเครื่อง ซึ่งผู้โดยสารควรแพ็กกระเป๋าให้เป็นระเบียบ และแยกของจำเป็นไว้ในกระเป๋าถือ เพราะการ Check Through คุณจะไม่ได้เจอกระเป๋าของคุณเลยจนกว่าจะถึงปลายทางสุดท้าย แนะนำให้เตรียมของสำคัญ เช่น ยา, เอกสาร และของใช้จำเป็นไว้ในกระเป๋าถือ เผื่อในกรณีที่เกิดความล่าช้า หรือกระเป๋ายังไปไม่ถึงปลายทางเมื่อคุณไปถึงจุดหมายปลายทางสุดท้าย
คำแนะนำในการเตรียมตัวล่วงหน้า
1. ตรวจสอบนโยบายของสายการบินก่อนจองตั๋ว
ก่อนทำการจอง ควรเช็กว่าเส้นทางของคุณมีการต่อเครื่องไหม และตรวจสอบว่าสายการบินที่ให้บริการมีนโยบาย Check Through หรือไม่ สามารถใช้ Trip.com เพื่อค้นหาเที่ยวบิน และดูข้อมูลของสายการบินก่อนจองได้
2. จองตั๋วครั้งเดียว
แนะนำให้จองตั๋วเครื่องบินแบบตั๋วเดียว ครอบคลุมทุกไฟลต์ แทนการซื้อตั๋วแยกจากแต่ละสายการบิน
3. หลีกเลี่ยงการเดินทางกับสายการบิน Low Cost หากต้องการต่อเครื่อง
สายการบิน Low Cost ไม่รองรับ Check Through แม้จะอยู่ในกลุ่มเดียวกัน หากจำเป็นต้องใช้สายการบิน Low Cost ควรเผื่อเวลาเปลี่ยนเครื่องให้มาก
4. สอบถามเจ้าหน้าที่ตอนเช็กอิน
หากไม่แน่ใจว่ากระเป๋าของคุณจะถูกส่งต่อไปถึงปลายทางหรือไม่ สามารถสอบถามกับพนักงานเช็กอินโดยตรง หรือ ขอดูแท็กสัมภาระว่าระบุถึงสนามบินปลายทางสุดท้ายหรือไม่
สามารถวางแผนล่วงหน้าได้ผ่าน Trip.com เพราะแอปนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่แพลตฟอร์มในการจองตั๋วเครื่องบิน แต่ช่วยในการเปรียบเทียบสายการบินที่มีนโยบาย Check Through เช็กเงื่อนไขกระเป๋าสัมภาระและดูแลเวลาต่อเครื่องที่เหมาะสม ทำให้คุณเดินทางต่อเนื่องได้สะดวก ประหยัดเวลา และลดความยุ่งยากในการเดินทางได้อย่างมาก
สรุปและคำแนะนำเพิ่มเติม
การเดินทางที่ต้องต่อเครื่อง โดยเฉพาะเส้นทางระหว่างประเทศหรือหลายช่วงต่อกัน อาจสร้างความยุ่งยากหากผู้โดยสารไม่เข้าใจเรื่อง นโยบายกระเป๋า Check Through อย่างชัดเจน ก็อาจทำให้เสียเวลาหรือเสียสิทธิ์ในการใช้บริการนี้ไปเลย ดังนั้น การตรวจสอบนโยบาย Check Through ก่อนออกเดินทางจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก
เพื่อให้การเดินทางของคุณราบรื่นไม่มีสะดุด แนะนำให้ใช้แอป Trip.com เพื่อตรวจสอบเที่ยวบินและสายการบินที่รองรับ Check Through เปรียบเทียบเวลาต่อเครื่องบิน และรับการแจ้งเตือนเกี่ยวกับเที่ยวบินและกระเป๋าแบบเรียลไทม์ มั่นใจได้เลยว่า จะสามารถออกเดินทางได้อย่างรายรื่นตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง แน่นอน
คำถามที่พบบ่อย
ต่อเครื่อง ต้องรับกระเป๋าไหม?
ขึ้นอยู่กับว่าสายการบินของคุณมีนโยบาย Check Through หรือไม่ หากมี Check Through กระเป๋าจะถูกส่งต่ออัตโนมัติถึงปลายทางโดยไม่ต้องรับใหม่ระหว่างต่อเครื่อง แต่ถ้าไม่มีนโยบายนี้ คุณต้องรับกระเป๋าออกมาและเช็กอินใหม่กับสายการบินถัดไปค่ะCheck Through คืออะไร?
Check Through คือ ระบบของสายการบินที่ช่วยให้ผู้โดยสาร โหลดกระเป๋าครั้งเดียวถึงปลายทางสุดท้าย โดยไม่ต้องรับใหม่ระหว่างทาง เหมาะสำหรับเที่ยวบินที่ต้องเปลี่ยนเครื่องหรือเดินทางหลายช่วงต่อกันดูยังไงว่าตั๋วของเรามี Check Through หรือไม่?
คุณสามารถเช็กได้จากแท็กสัมภาระ (Baggage Tag) หรือใบ Boarding Pass หากมีการระบุรหัสสนามบินปลายทางสุดท้ายไว้ (เช่น BKK–NRT–LAX) แสดงว่ามีการ Check Through
หรือสอบถามยืนยันกับเจ้าหน้าที่ตอนเช็กอินก็ได้เช่นกันค่ะถ้าต้องเปลี่ยนสายการบินระหว่างต่อเครื่อง ยังใช้ Check Through ได้ไหม?
ใช้ได้เฉพาะกรณีที่สายการบินทั้งสองอยู่ในพันธมิตรหรือมีข้อตกลงร่วมกัน (เช่น Star Alliance หรือ OneWorld) แต่ถ้าเป็นสายการบินคนละเครือ หรือซื้อตั๋วคนละใบ จะไม่สามารถใช้ Check Through ได้ ต้องรับกระเป๋าและโหลดใหม่ค่ะสายการบิน Low-Cost มีบริการ Check Through ไหม?
ส่วนใหญ่ ไม่มีบริการ Check Through แม้จะอยู่ในเครือเดียวกัน ผู้โดยสารต้องรับกระเป๋าออกมาและเช็กอินใหม่ทุกครั้ง หากต้องการเดินทางแบบสะดวกไม่ต้องรับกระเป๋าใหม่ ควรเลือกสายการบิน Full-Service หรือจองเที่ยวบินที่อยู่ในตั๋วใบเดียวกันจะง่ายที่สุดค่ะ





